ทำไมต้องมี Fire Pump?
Fire Pump หรือปั๊มดับเพลิง เป็นอุปกรณ์หลักในระบบดับเพลิงของอาคาร ทำหน้าที่เพิ่มแรงดันน้ำให้กับระบบ Sprinkler, Fire Hose และ Hydrant ให้มีแรงดันเพียงพอในการดับเพลิง ตามกฎหมายอาคารสูง (23 เมตรขึ้นไป) และอาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องมีระบบ Fire Pump
มาตรฐาน NFPA 20
NFPA 20 (Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection) เป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดข้อกำหนดด้านการออกแบบ ติดตั้ง และทดสอบระบบ Fire Pump กำหนดเรื่องสำคัญดังนี้:
- ประเภทปั๊มที่อนุญาต — Horizontal Split Case, End Suction, Vertical Turbine, In-Line
- ขนาด — ต้องสามารถจ่ายน้ำได้ 150% ของ Rated Flow ที่ไม่ต่ำกว่า 65% ของ Rated Head
- แหล่งจ่ายไฟ — ต้องมีแหล่งจ่ายไฟ 2 แหล่ง (Electric + Diesel หรือ Dual Electric Feed)
- Jockey Pump — ปั๊มรักษาแรงดัน ต้องติดตั้งเพื่อรักษาแรงดันในระบบตลอดเวลา
- ตู้ควบคุม — ต้องเป็นตู้ควบคุมที่ได้รับการรับรอง UL/FM Listed
ประเภทของ Fire Pump
1. Electric Motor Driven
ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นประเภทที่นิยมใช้มากที่สุด ข้อดีคือบำรุงรักษาง่าย สตาร์ทเร็ว ข้อจำกัดคือต้องพึ่งพาไฟฟ้า
2. Diesel Engine Driven
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ทำงานได้แม้ไฟฟ้าดับ ตามมาตรฐาน NFPA กำหนดให้ต้องมีถังน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับทำงานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง
3. Jockey Pump
ปั๊มขนาดเล็กสำหรับรักษาแรงดันในระบบท่อ ป้องกันไม่ให้ Fire Pump หลักทำงานโดยไม่จำเป็น ทำงานอัตโนมัติด้วย Pressure Switch
Fire Pump ที่ LPM จำหน่าย
- PACO — มาตรฐาน UL/FM Listed จากอเมริกา เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
- STAC — Fire Pump จากอิตาลี คุณภาพสูง ราคาคุ้มค่า
- Grundfos — Fire Pump ประสิทธิภาพสูง ตามมาตรฐาน EN
- Ebara — Fire Pump มาตรฐาน JIS สำหรับอาคารในประเทศไทย
สรุป
การเลือกและติดตั้ง Fire Pump ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน NFPA 20 หรือ วสท. เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร หากต้องการคำปรึกษาเรื่อง Fire Pump ติดต่อทีมวิศวกร LPM ได้ที่ 02-153-2519