การวัดค่าเกี่ยวกับ “ดิน” ในงานระบบไฟฟ้า
การทดสอบด้านกราวด์ (Grounding System) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ดังนี้
1. การวัดค่าความต้านทานดิน (Earth Resistance Measurement)
เป็นการวัดเพื่อประเมินว่า “หลักดินหรือระบบกราวด์ที่ติดตั้งแล้ว” สามารถระบายกระแสไฟฟ้าลงดินได้ดีเพียงใด
วัตถุประสงค์:
- ตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารและระบบไฟฟ้า
- ป้องกันไฟดูด ไฟรั่ว และแรงดันสัมผัสอันตราย
- ตรวจรับรองตามมาตรฐานวิศวกรรม
ตัวอย่างเกณฑ์ทั่วไป: ค่าความต้านทานควร ไม่เกิน 5 โอห์ม (Ω) (ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง)
วิธีการที่นิยม:
1) Fall-of-Potential Method (3-Point Method)
- ใช้หลักดินทดสอบ 2 แท่ง ปักเรียงเป็นแนวเส้นตรงกับหลักดินที่ต้องการวัด
- เป็นวิธีมาตรฐาน ให้ค่าค่อนข้างแม่นยำ
2) Clamp-on Method
- ใช้แคลมป์คล้องสายกราวด์ ไม่ต้องปักแท่งเหล็กเพิ่ม สะดวกและรวดเร็ว
- มีข้อจำกัดด้านความแม่นยำในบางระบบ
2. การวัดค่าความต้านทานจำเพาะของดิน (Soil Resistivity Measurement)
เป็นการวัดเพื่อหาคุณสมบัติทางไฟฟ้าของ “เนื้อดิน” ก่อนการออกแบบระบบกราวด์
วัตถุประสงค์:
- ใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบระบบหลักดิน
- กำหนดจำนวน ความยาว และรูปแบบการปักหลักดิน เพื่อให้ได้ค่าความต้านทานตามที่ต้องการ
วิธีที่นิยม:
Wenner 4-Pin Method
- ปักแท่งเหล็ก 4 แท่ง จัดเรียงเป็นเส้นตรง โดยมีระยะห่างเท่ากัน (a)
- ทำการจ่ายกระแสไฟ แล้ววัดแรงดัน เพื่อคำนวณหาค่าความต้านทานจำเพาะ (ρ – Rho)
- หน่วยวัด: โอห์ม–เมตร (Ω·m)
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง
| หัวข้อ | Earth Resistance | Soil Resistivity |
|---|---|---|
| วัดอะไร | หลักดินที่ติดตั้งแล้ว | คุณสมบัติดิน |
| ทำเมื่อไร | หลังติดตั้ง | ก่อนออกแบบ |
| เป้าหมาย | ความปลอดภัย | ข้อมูลออกแบบ |
| หน่วย | โอห์ม (Ω) | โอห์ม–เมตร (Ω·m) |
สรุปสั้น ๆ เข้าใจง่าย
Soil Resistivity = วัด “ดิน” → เพื่อออกแบบระบบกราวด์
Earth Resistance = วัด “หลักดิน” → เพื่อความปลอดภัยและตรวจมาตรฐาน